CSR Movement/CSR Case Study

2 ผสานผู้นำการบินไทย ผลักดันซีเอสอาร์ใน-นอกองค์กร



 

การ บินไทย สายการบินแห่งชาติในวันนี้ กำลังคึกคักกับมิสชั่นใหม่ภายในองค์กร เมื่อ "ดร.อำพน กิตติอำพน" ประธานกรรมการ (บอร์ด) และ "ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์" กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมแรงแข็งขันผลักดันกิจกรรมการรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (ซีเอสอาร์) ครอบคลุมทั้งภายในและนอกองค์กร

ระดมแรงกายแรงใจของตัว แทนพนักงานการบินไทยทุกระดับ ทุกสายงานมานั่งฟังสัมมนา "โครงการ CSR แบบยั่งยืนของการบินไทย" เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการเรียนรู้บทเรียน และ best practice ของบริษัทอื่นที่ทำกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นจากบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง และ ปตท.

หลังนั่งสัมมนานานตลอดทั้งวัน ประธานบอร์ดยังกระตุ้นด้วยการตั้งเครือข่ายทีมงานกว่า 60 ชีวิตมาร่วมกันเป็นฝ่ายเลขาฯประสานงานรวบรวมความคิด ไปสร้างเครือข่ายจัดหากิจกรรมสร้างความรัก ความเอื้ออาทรภายในครอบครัวชาวการบินไทยก่อนจะกลับมาทำแผนกิจกรรมตลอดทั้งปี เสนองบประมาณกับฝ่ายบริหารใน ต้นเดือนมีนาคม

วิเคราะห์องค์กรตั้ง "ทูตซีเอสอาร์"

ดร.อำพน กล่าวกับพนักงานการบินไทยในตอนท้ายของงานสัมมนาวันนั้นว่า ก้าวต่อไปของการบินไทยจากวันนี้ สิ่งแรกที่อยากให้พิจารณาคือ ให้เปรียบเทียบองค์กรเรากับองค์กรต่าง ๆ ที่มาเล่าเรื่องการทำ ซีเอสอาร์ให้ฟัง โดยเราต้องวิเคราะห์ตัวเราก่อน หลังจากได้ฟังตัวอย่างจากคนอื่น ๆ แล้ว เพราะมันไม่มีสูตรสำเร็จที่จะมาทำได้เหมือนกันทั้งหมด

เริ่มจาก จำนวนพนักงาน วันนี้ ปตท.มีพนักงานทั้งเครือ 8,000 คน แต่การบินไทยมี 32,000 ชีวิต และอาจจะมีสัก 20,000 ครอบครัว เพราะแต่งงานกันเองภายในองค์กรก็มาก สอง การบินไทยมีความหลากหลายของอาชีพมากกว่าความหลากหลายทางชีวภาพ คือ ถ้าบางจาก วิศวกรคือกำลังหลักในธุรกิจ แต่การบินไทยมีตั้งแต่วิศวกรการบิน วิศวกรช่างเครื่อง ทั้งแบบไลเซนส์ ไม่ไลเซนส์ มีฝ่ายการเงิน ฝ่ายช่าง จนถึงพ่อครัว แล้วยังมีพยาบาลเป็นแอร์ มีหมอเป็นนักบินอีกต่างหาก

สาม การบินไทยมีความหลากของสถานที่ทำงาน นอกจากที่สำนักงานใหญ่บนถนนวิภาวดีแล้ว ยังมีโรงซ่อม 3 แห่ง โรงครัว 2 แห่ง มีสำนักงานต่างประเทศอีก 80 แห่ง แถมยังมีออฟฟิศในอากาศคือเครื่องบินอีก และ สี่ เราเป็นธุรกิจบริการ ที่มีธุรกิจหลักไปเกี่ยวพันกับอีกหลายสาขาธุรกิจ และลูกเรือของเราก็อยู่กับผู้โดยสารที่มีมาจากทุกสาขาอาชีพ

"ดังนั้นเวลาจะทำซีเอสอาร์ของเรา เราก็ต้องวิเคราะห์ทั้งภายใน-ภายนอกว่า stakeholder หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเรามีใครบ้าง"

วันนี้ การบินไทยจึงตั้ง "ซีเอสอาร์ แอมบาสซาเดอร์" เข้ามาเป็นทีมงานที่ทำงานร่วมกับประธานบอร์ด สร้างเป็นเครือข่ายซีเอสอาร์ภายในองค์กร โดยคุณสมบัติซีเอสอาร์แอมบาสซาเดอร์ การบินไทยไม่มีอะไรมาก ดร.อำพนบอกว่า ขอให้เป็นคนที่ "อิน" และในทีมงานจะไม่มีตำแหน่งใด ๆ ทั้งนั้น ทุกคนเท่ากันหมด ประธานบอร์ดมีหน้าที่เป็น "เบ้" ให้ โดยมีพนักงานอีก 32,000 คนเป็นคณะกรรมการ และให้ซีเอสอาร์แอมบาสซาเดอร์ 60 คนเป็นผู้ประสานงานสร้างเครือข่าย

เริ่มจากในบ้านสานสัมพันธ์ชาวบินไทย

ส่วนกิจกรรมที่จะทำขึ้น ในเบื้องต้น หัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่เสนอให้จัดทำโครงการดูแลคนกันเอง

"ผม ไปอ่านหนังสือหลายเล่ม บางบริษัทก่อนเข้าแถวก็มีการปรับทุกข์ซึ่งกันและกัน ตอนเช้าถ้ามีเวลา 5-10 นาที คุยกันหน่อยมั้ยว่าอากาศเป็นอย่างไร ลูกหลานเป็นอย่างไร ทำมอร์นิ่งทอล์กก่อนมั้ย อย่างน้อยดูก่อนว่าใครมันมาสาย แล้วถึงเวลากลับมาวิ่งเต้น คือ เราน่าจะคุยอะไรที่เป็นครอบครัวก่อนมั้ย ก่อนจะเริ่มทำงาน แล้วจึงไปสั่งงาน เป็นการเปิดเวทีสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน อันนี้ผมขอเป็นโครงการแรก"

โครงการต่อไป ดร.อำพนเสนอทำ "เดย์แคร์" ดูแลลูกหลานพนักงาน การบินไทย ที่ไม่อยากทิ้งลูกไว้กับพี่เลี้ยงตลอดเวลาที่ต้องออกมาทำงาน โดยขณะนี้มี พนักงานการบินไทยหลายคนอาสาจะมาดูแลลูกหลานเมื่อว่างจากการบิน อีกทั้งในด้านอาคารสถานที่ บริษัทการบินไทยก็มีพื้นที่ว่างมากมายที่จะจัดสรรให้เป็นพื้นที่ดูแลลูก หลานพนักงานได้

โดยหลักการแล้ว ดร.อำพนเน้นให้ทำกิจกรรมที่เกิดจากความต้องการของพนักงาน การบินไทยคิดกันขึ้นมาเอง แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาจะมีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่าง ๆ ของบริษัทอยู่แล้ว แต่ก็เป็นการทำแบบแต่ละฝ่าย แต่ละแผนกจัดทำกันไปตามแต่กำลังคน กำลังทรัพย์ แต่ในเวลานี้การบินไทยต้องการให้เกิดการทำงานแบบมีเป้าหมายร่วมกันของคนทั้ง องค์กร แล้วค่อยซอยย่อยเป็นกิจกรรมตามแต่ความถนัดและความสนใจของแต่ละกลุ่ม แต่ละหน่วยงาน

"กิจกรรมอย่างนี้ ถ้ามันมาจากท่าน (พนักงาน) ถ้าผมไม่อยู่แล้ว ท่านดีดีครบเทอมแล้ว กิจกรรมเหล่านี้มันก็ยังอยู่ เพราะพวกท่านสร้างมันขึ้นเอง เราไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่ทำในฐานะที่เราเป็นพี่น้องการบินไทยด้วยกัน ทำให้มันขยายผล ต่อไปเราอาจไม่ต้องมี KPI ก็ได้"

เพราะเป้าหมายในใจของคนการบินไทย และเป็นเป้าหมายในใจของประธานบอร์ดวันนี้ คือ ทำให้มี ความสุขในการทำงาน

เป็น สิ่งที่ ดร.อำพนย้ำว่า เมื่อเราสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ รับผิดชอบครอบครัว รับผิดชอบกลุ่มงานที่เรามีหน้าที่อยู่ได้ นั่นจึงเป็นความรับผิดชอบต่อองค์กรของเรา เป็นฐานให้เราสร้างความรับผิดชอบองค์กรต่อสังคม แล้วมันจะเป็นการทำซีเอสอาร์ที่ได้ทั้งแบบทำร่วมไปกับการสร้างแบรนด์ (with the brand) ทำแยกจากแบรนด์ (along the brand) และทำควบคู่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแบรนด์ (within the brand) ได้ทั้งหมด

ปรับตัวรับกฎอียูสร้างซีเอสอาร์ภายนอก

ขณะ ที่ประธานบอร์ดการบินไทยผลักดันซีเอสอาร์ภายในองค์กร ในอีกหัวเรี่ยวหัวแรงหนึ่งของบริษัท "ดร.ปิยสวัสดิ์" ดีดีการบินไทย เทกออฟพาการบินไทยเข้าสู่สังคมลดคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นงานถนัดของดีดีตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานใน เรื่องการผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาดและงานด้านการดูแล สิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว

ดร.ปิยสวัสดิ์บอกว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีผลต่อชั้นบรรยากาศ และภูมิอากาศของโลก ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงตกลงกันไม่ให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิน 450 ppm และทั่วโลกต้องลดการปล่อยก๊าซลง 50% ภายในปี 2593 โดยประเทศพัฒนาแล้วต้องลดลง 80% ประเทศกำลังพัฒนาต้องจำกัดพอสมควร

แต่ปัญหาคือ เป้าหมายนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้วว่าจะช่วยลดปริมาณก๊าซลงได้ในปัจจุบันยัง "ไม่มี"

ขณะ ที่กลุ่มประเทศต่าง ๆ เริ่มกำหนดมาตรการของเขา เช่น สหภาพยุโรป (อียู) กำหนดแล้วว่า เครื่องบินที่บินเข้า-ออกอียู ตั้งแต่ปี 2555 ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 3% และหลังจากนั้นจะมากขึ้น ซึ่งเมื่อบวกลบคูณหารแล้ว การบินไทยคงจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินไปจากระดับที่อียูกำหนดในอีก 2 ปีข้างหน้าอยู่ประมาณ 700,000 ตันต่อปี

แน่นอนว่า ขณะนี้การบินไทยมีมาตรการประหยัดน้ำมัน ลดการใช้น้ำมัน การ สั่งซื้อเครื่องบินใหม่ที่จะเข้ามาก็จะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่การลดการปล่อยก๊าซจากธุรกิจการบินก็ยังมีอยู่

ดังนั้นวิธีที่การ บินไทยจะทำได้ตามข้อกำหนดของอียูในเวลานี้ จึงถูกแปรออกมาเป็น 3 แผนงาน ได้แก่ การซื้อคาร์บอน เครดิตหรือการใช้ EU emission allowance ซึ่งมีราคาประมาณ 500-700 บาทต่อตัน และนำมาจากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปัจจุบันโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานชีวมวล โครงการบำบัดน้ำเสีย โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น

แต่ในความตั้งใจของดีดีการบินไทยแล้ว กลับต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ ซึ่งยังมีอุปสรรคอยู่ที่ในประเทศไทย มีเพียง 2 โครงการเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจาก UNFCCC (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ให้ขายคาร์บอนเครดิตได้ ได้แก่ โครงการบำบัดน้ำเสียจากแป้งมันสำปะหลัง ของโคราช เวสต์ และโครงการโรงไฟฟ้าแกลบขนาด 20 เมกะวัตต์ บริษัท เอที ไบไอ พาวเวอร์ ซึ่งขายคาร์บอนเครดิตไปหมดแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคตมีความหวังว่าโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยอีกหลายโครงการที่ ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) แล้ว และอยู่ระหว่างการขอ CERT จาก UNFCCC จะสามารถนำมาซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 700,000 ตันต่อปีของการบินไทยในอนาคตได้

เสิร์ฟอาหารแปะ "รอยเท้าคาร์บอน"

นอก จากการซื้อคาร์บอนเครดิตซึ่งเป็นการทำเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว การบินไทยยังมีแผนทำโครงการระบุ "คาร์บอนฟุตพรินต์" หรือ "รอยเท้าคาร์บอน" ในอาหารร้อนที่บริการให้ผู้โดยสารรับประทานบนเครื่องบิน ด้วยการคำนวณปริมาณคาร์บอนที่เกิดจากการผลิตอาหารเปิดเผยให้ผู้โดยสารได้รับ ทราบว่า อาหารชุดหนึ่งที่รับประทานอยู่นั้นปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเท่าไร

โดยในเดือนมีนาคมนี้ อาหาร 3 รายการที่ให้บริการบนเครื่องบินการบินไทย ได้แก่ ฉู่ฉี่ปลาทับทิม พะแนงหมู แกงเผ็ดเป็ดย่าง จะมีป้ายบอกตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการบินไทยร่วมกับเอ็มเทคให้ช่วยคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซตั้งแต่การเลี้ยง ปลา หมู เป็ดว่าใช้ธัญพืชเท่าไร มีการกำจัดมูลสัตว์อย่างไร มีไบโอแก๊สหรือไม่ ใช้ไฟ ใช้น้ำ เชื้อเพลิงเท่าไร จนมาถึงการประกอบอาหารใช้พลังงานเท่าไร

"เราพบว่า ในอาหารชุดหนึ่งปล่อยก๊าซออกมาประมาณ 1.3-1.4 กิโลกรัม" ดร.ปิยสวัสดิ์กล่าว

แผน งานที่ 3 คือ การทำคาร์บอนออฟเซต หรือการชดเชยการปล่อยคาร์บอนแบบสมัครใจ โดยในไตรมาส 2 ของปีนี้ผู้โดยสารการบินไทยจะมีโอกาสเลือกจ่ายเงินเพิ่มจากการขึ้นเครื่อง บิน แล้วนำเงินจำนวนนี้ไปสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนต่าง ๆ โครงการนี้การบินไทยทำร่วมกับ IATA (สมาคมขนส่งทางอากาศนานาชาติ) ซึ่งสายการบินหลายแห่งทั่วโลกก็ทำกันอยู่

ดร.ปิยสวัสดิ์อธิบายว่า วิธีการคาร์บอนออฟเซตคือ การให้ผู้โดยสารเลือกด้วยความสมัครใจว่าต้องการซื้อคาร์บอนออฟเซตหรือไม่ เช่นในเที่ยวบินไป-กลับกรุงเทพฯ-ลอนดอน ผู้โดยสาร 1 ที่นั่งในชั้นประหยัดปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1.5 ตัน คิดเป็นเงิน ถ้าจะซื้อคาร์บอนออฟเซตประมาณ 1,000 บาท ซึ่งก็ไม่มากถ้าเทียบกับราคาตั๋ว และในเที่ยวบินจะมีรายการให้ผู้โดยสารเลือกว่า ต้องการเลือกสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนประเภทใด โดยจะมี portfolio ของโครงการให้เลือกสนับสนุน

อันนี้ก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้โดยสารและคนทำธุรกิจการบินชดเชยการปล่อยคาร์บอนและการทำให้เกิดความสูญเสียในชั้นบรรยากาศ

เป็น แผนงานที่ดีดีการบินไทยบอกว่า สิ่งที่เราทำในขณะนี้ เป็นการทำร่วมไปกับซีเอสอาร์ ที่เป็นประโยชน์กับตัวบริษัทการบินไทยในทุก ๆ ด้าน ได้ทั้งการทำตามกฎหมายของอียูและการได้รับคำชื่นชมจากภายนอกด้วย

เป็นแนวคิดซีเอสอาร์จาก 2 ผู้ดูแลสายการบินแห่งชาติ เพื่อสร้างความยั่งยืนขององค์กรและสร้างธุรกิจรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก